วิธีการทำให้คน…ตกหลุมรักคุณ(แบบไม่ต้องพยายาม)

พอจะมีวิธีไหนไหม ที่ดูเป็นวิทยาศาสตร์หน่อยๆ ที่สามารถทำให้คนๆนึงตกหลุมรักเรา เเบบที่เราไม่ต้องพยายามอะไรมากมาย?

มีงานวิจัยหลายๆชิ้นได้พูดถึงเรื่องนี้ได้อย่างน่าสนใจ ซึ่งถึงเเม้ว่ามันอาจจะดูเหลือเชื่อ หรือ เหนือความคาดหมายไปบ้าง เเต่มัน…ไม่น่าจะเป็นเรื่องเสียหายอะไร ที่คุณจะทดลองมันดู เเละเราก็อยากรู้เหมือนกันว่ามันจะได้ผลจริงๆไหม? Continue reading “วิธีการทำให้คน…ตกหลุมรักคุณ(แบบไม่ต้องพยายาม)”

ทำไมเราถึงกระตุก…ในช่วงท้ายๆของการปัสสาวะ?

มันจะเกิดขึ้น ตอนภารกิจในการปัสสาวะของคุณ ใกล้ที่จะมาถึงจุดสิ้นสุด ผู้ชายจะสัมผัสได้ถึงโมเมนต์นี้ได้เป็นอย่างดี ซึ่งมันมักจะเกิดขึ้นในกรณีที่เรากลั้นปัสสาวะไว้สักระยะหนึ่งไว้ก่อนหน้า  ส่วนผู้หญิงบางคนก็เคยรู้สึกเเบบนี้เหมือนกันเเต่ก็เป็นส่วนน้อย  Continue reading “ทำไมเราถึงกระตุก…ในช่วงท้ายๆของการปัสสาวะ?”

ถ้าคุณนอนดึก และพูดหยาบคายบ่อยๆ…คุณอาจฉลาดพอๆกับไอสไตน์

ปกติแล้วคนที่ชอบสบถ จะถูกมองว่าเป็นคนที่ไม่ฉลาด ไร้มารยาท เเละดูไม่มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกับคนอื่นๆได้  ต่างจากคนที่ดูรอบรู้ เหมือนนักเขียน นักวิจารณ์..ที่สามารถเลือกใช้คำได้อย่างสร้างสรรค์มากกว่า Continue reading “ถ้าคุณนอนดึก และพูดหยาบคายบ่อยๆ…คุณอาจฉลาดพอๆกับไอสไตน์”

สัญญาณเตือน 1 เดือน…ก่อนหัวใจวาย

บ่อยครั้งที่เราได้ยินข่าว เกี่ยวกับคนเสียชีวิต จากอาการหัวใจวายเฉียบพลัน พวกเขาจากไป อย่างไม่มีใครคาดคิด เเต่เเท้ที่จริงเเล้ว…เราพอจะมีวิธีสังเกต ถึงสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้าของอาการนี้อยู่บ้าง ?

Continue reading “สัญญาณเตือน 1 เดือน…ก่อนหัวใจวาย”

จะเกิดอะไรขึ้น…ถ้าเราไม่เคยเรียนรู้อะไรสักอย่างเลย???

ในช่วงเเรกเริ่ม เด็กๆจะเรียนรู้โดยการสังเกตพฤติกรรมของคนรอบตัวเเล้วพยายามทำตามการกระทำเหล่านั้น เเต่จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าพวกเขาไม่เคยเห็น ไม่เคยได้ยินอะไรเลย หรือไม่มีเเม้เเต่ใครสักคนที่คอยสั่งสอนพวกเขา?

พูดอีกอย่างก็คือ…จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าเราไม่เคยเรียนรู้อะไรสักอย่างเลย? Continue reading “จะเกิดอะไรขึ้น…ถ้าเราไม่เคยเรียนรู้อะไรสักอย่างเลย???”

ความคิดในเเบบเสรีนิยม Vs อนุรักษนิยม

นักวิทยาศาสตร์รู้กันดีว่า การที่จะเปลี่ยนคนที่มีความคิดเสรีนิยม ( liberal )ให้กลายเป็นคนที่มีความคิดอนุรักษนิยม ( conservative ) ได้ คือการทำให้พวกเขา “กลัว” โดยการข่มขู่พวกเขา

นี่เป็นงานทดลองที่พบในห้องแล็บ ที่ได้ถูกกล่าวไว้ในหนังสือ   Before You Know It: The Unconscious Reasons We Do What We Do  มันจึงทำให้คนบางกลุ่ม ฉวยโอกาสสร้างสถานการณ์ เพื่อทำให้ผู้คนเกิดความหวาดกลัวขึ้น หรือถ้าหากมันเกิดขึ้นอย่างไม่ได้ตั้งใจ มันก็ส่งผลกระทบบางอย่างต่อความคิดของผู้คนอยู่ดี?

มีผลการศึกษาหลายๆตัวเห็นไปในทิศทางเดียวกัน เช่น งานวิจัยที่เกี่ยวกับ เหตุการณ์ก่อการร้าย 9/11  ที่เเสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนเเรงต่อเเนวคิดของเสรีนิยม ที่ถูกเปลี่ยน ให้กลายเป็นคนที่มีเเนวคิดเเบบอนุรักษนิยม ซึ่งทำให้  George W. Bush ชนะการเลือกตั้งในเวลาต่อมา  ทั้งยังเห็นด้วยกับการเพิ่มงบอย่างมหาศาลให้กับกองทัพ

พวกเขาละเลยกระบวนการตรวจสอบ เช่น ส่งทหารไปนานเเค่ไหน หลังจากนั้นทำอะไร งบมาจากส่วนไหนบ้าง พวกเขาจะหยุดตั้งคำถามใดๆ

มันทำให้พวกเขาไร้ความกังวล หรือได้รับความกดดัน พวกเขาจะมองว่าการการเคลื่อนไหวของเเนวคิดเสรีนิยมคือการข่มขู่ ซึ่งจะทำให้พวกเขารู้สึกไม่ปลอดภัย

เเละความรุนเเรงที่เกิดขึ้นจากฝ่ายอนุรักษนิยม จะมีจุดเริ่มต้นมาจากเเนวคิด “การป้องกันตัว” ป้องกันความเชื่อของตนเอง จนมองว่า…การทำร้ายคนอื่นๆเป็นสิ่งที่ถูกต้อง

เเต่คนเหล่านี้ มีเเนวโน้มที่จะเป็นฝ่ายคอยช่วยเหลือในกิจกรรมทางสังคมมากกว่าคนที่เป็นเสรีนิยม เช่น การเข้าไปช่วยเหลือชาวบ้าน ที่ประสบอุทกภัย เพราะพวกเขาเชื่อว่า… มันจะเป็นการสร้าง “ความปลอดภัย” ให้คนอื่นเช่นกัน  

เหมือนอยู่คนละโลก

ผู้เชี่ยญชาญที่ศึกษาด้านการเมือง มองว่า ไม่ใช่เพียงเเค่พวกเขามองในมุมที่ต่างกัน เเต่พวกเขาต่างกันเเบบสุดขั้ว ทั้งด้านพฤติกรรม เเละการตอบสนองของจิตใต้สำนึก

เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่จะมีการเลือกข้างตลอดเวลา ไม่ใช่เพียงเเต่เรื่องการเมือง เเต่จะรวมไปถึง เลือกเเฟน เลือกอาหารที่ชอบที่สุด เลือกหนังที่จะดู เลือกเพลงโปรด  

จากการศึกษาพบว่า คนที่มีแนวคิดอนุรักษนิยมจะมีความตื่นตัวมากกว่าต่อสิ่งเร้า จะมีห้องที่สะอาดกว่า  จัดการเวลาได้ดีกว่า  ส่วนคนที่มีเเนวคิดเสรีนิยม จะอ่านหนังสือมากกว่า ท่องเที่ยวมากกว่า พวกเขาจะมองถึงอนาคตเเละโอเคกับความไม่เเน่นอนที่จะเกิดขึ้นมากกว่า

เพราะฉะนั้น เป็นไปได้ว่า เเนวความคิดเเบบอนุรักษนิยมจะเปลี่ยนไปในทางเสรีนิยมมากขึ้น ต่อเมื่อพวกเขารู้สึกปลอดภัยมากขึ้น มีความรู้เพิ่มขึ้น เห็นโลกมากขึ้น

ความเเตกต่างนี้เป็นเรื่องปกติ เเต่ทำยังไงให้ทั้ง 2 หันหน้าเข้ามาคุยกันละ?

เริ่มจากอะไรที่เหมือนกัน

ในการศึกษาปี 2010  Irina Feygina นักจิตวิทยาสังคม พบสิ่งๆหนึ่งที่เหมือนกันของทั้ง 2 ฝ่ายคือ การสนใจถึงปัญหาโลกร้อน ซึ่งเป็นเรื่องที่ ความปลอดภัย เเละ การใส่ใจถึงความเป็นอยู่ในอนาคต มาบรรจบกัน อีกทั้งยังพูดถึงเรื่องการเมืองน้อยที่สุด

ผู้คนจะตื่นกลัวที่ชีวิตของตัวเองจะเปลี่ยนไป “ในอนาคต” ไม่ใช่การที่กลุ่มของพวกเขาโดนข่มขู่ฝ่ายเดียวจากธรรมชาติ เเต่หมายถึง…สิ่งมีชีวิตทุกอย่าง รวมทั้งลูกหลานของพวกเขาด้วยที่จะไม่ปลอดภัย 

การเอา “ความปลอดภัย” ของคนทั้งประเทศเป็นที่ตั้ง จึงเป็นส่วนเชื่อมโยง 2 เเนวคิดเข้าไว้ด้วยกัน   

ปลอดภัยจากความไม่เเน่นอนทางด้านเศรษฐกิจ สุขภาพ อุทกภัย ก่อการร้าย ฯลฯ

จินตนาการถึงสวนสาธารณะเเห่งหนึ่ง

คนที่มีเเนวคิดอนุรักษนิยม จะมีเเนวโน้มในการนับถือศาสนามากกว่า พวกเขาจะมีไอเดียของความ “ รักษ์โลก ” อยู่ในหัว พวกเขาจะเเคร์ธรรมชาติ เพราะศาสนามักจะเชื่อมโยงธรรมชาติเอาไว้ด้วยเสมอ เช่นเเนวคิด “พระเจ้าสร้างโลก” สวนเสรีนิยมจะมีเเนวคิด “ รักษ์โลก ” เพราะพวกเขามองถึงอนาคตที่ดีกว่าในการรักษาสิ่งเเวดล้อม

สวนสาธารณะเป็นที่ที่คนทุกชนชั้นเข้ามาใช้งานร่วมกัน  [ Image Source : Time Out contributors, edited by Jenna Scherer ]

การนำเทคโนโลยีทันสมัยเข้ามาใช้ เพื่อทำให้พื้นที่สีเขียวนั้นคงสภาพสมบูรณ์ หรือการผสมผสานของเเนวคิดสมัยใหม่กับเเนวคิดของคนรุ่นเก่าเข้าไว้ด้วยกัน จะเป็นการเชื่อมโยงเเนวความคิดทั้ง 2 ฝ่ายเป็นอย่างดี มันทำให้พวกเขามองว่า เราต่างก็อยากให้โลกนี้ดีขึ้นเหมือนๆกัน 

บางที่ใช้ปฏิมากรรม หรือ งานศิลปะ เข้ามา เพื่อดึงดูดทั้ง 2 ฝ่ายให้เข้ามาชื่นชม 

ทั้งหมดเป็นจุดประสงค์ให้คนที่มีความคิดที่ต่างกัน ปรับตัวเข้าหากันอย่างเป็น “ธรรมชาติ” ไม่ใช่เพียงเเค่ความสวยงาม หรือถูกใช้เพื่อเป็นสถานที่เชิงสัญลักษณ์ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง 

พยายามเอาเพลงเพื่อชีวิต เพลงปลุกอารมณ์ ทิ้งเอาไว้ก่อน เพราะการปรองดองไม่ต้องการความฮึกเหิม เร้าอารมณ์ หรือเรื่องดราม่าอะไร ที่โยนใส่กันไปมา

“ทั้ง 2 ฝ่ายต้องการสภาวะที่ผ่อนคลายที่สุด ในการปรับตัวเข้าหากัน “

สังเกตการประท้วงทุกครั้งที่เกิดขึ้น มักจะมีรูปแบบที่คล้ายๆกัน เเละจุดจบที่คล้ายกันเเบบเดิมๆ

พวกเขาจะเเยกจุดชุมนุมที่ห่างกันเกินไป มีเพลงฮึกเหิมปลุกใจ ทิ้งขยะเรี่ยราด ทำลายทรัพย์สินสาธารณะ ซึ่งไม่มีอะไรที่เป็นจุด ที่ทำให้ทั้ง 2 ฝ่ายหันหน้าเข้าหากันเลย

พึงตระหนักได้เลยว่า…นี่ไม่ใช่ภารกิจที่ทำเพื่อชาติเเต่อย่างใดๆ เพราะการ “หาวิธี” เดินหน้าเข้ามาคุยกันของทั้ง 2 ฝ่ายคือปัจจัยหลักในการปรองดอง

ถ้ามีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชวนฝ่ายตรงข้ามให้เข้ามาคุย นั่นเป็นสัญญาณที่ดีที่บ่งบอกว่าพวกเขาอยากจะปรองดองจริงๆ

ความเหมือนที่แตกต่าง

ทั้ง 2 ฝ่ายต่างชื่นชอบความเท่าเทียมกัน ฝ่ายเสรีนิยมมองถึงความ “เท่ากัน” ทุกภาคส่วน เเต่ฝ่ายอนุรักษนิยมมองว่า การเเบ่งสัดส่วนที่ต่างๆกันไปตามศักยภาพ ทำมากได้มาก ทำน้อยได้น้อย เป็นสิ่งที่จำเป็น

พวกเขาเชื่อในระบบ มองว่าระบบศักดินา จะทำให้เกิดเสถียรภาพมากกว่า เเละจะเป็นระบบที่จะสร้างความเรียบร้อยให้เเก่สังคม 

มีการศึกษาที่น่าสนใจในปี 2009 จุดประสงค์เพื่อต้องการเข้าใจเเนวคิด ที่ต่างกันของทั้ง 2 ฝ่าย ในจำนวนผู้เข้าทดสอบกว่า 8,000 คน

พวกเขาจะต้องตัดสินใจเลือกที่จะทำอะไรบางอย่าง เช่น เตะหมาที่หัวของมัน , ทำลายหีบเลือกตั้ง เพื่อให้คนที่คุณเลือกชนะ , พนันให้ทีมที่คุณรักเเพ้ , ด่าหยาบคายต่อหน้าพ่อเเม่ , รับเลือดบริจาคจากคนที่กระทำชำเราเด็ก เพื่อเเลกกับเงิน  $10? $1,000? $100,000? ตามความพอใจ

คนที่มีเเนวคิดเสรีนิยม จะลังเลที่จะทำร้ายสิ่งมีชีวิต หรือทำในสิ่งที่ไม่ยุติธรรม เเม้ว่าจะเป็นเงิน 1 ล้าน usd ก็ตาม เเต่พวกเขาจะเลือกที่จะหักหลังคนในกลุ่ม ละเมิดกฎหมายบางอย่าง หรือเเม้เเต่ทำสิ่งที่น่าขยะแขยงแทน เช่น กินหมาของตัวเองหลังจากที่มันตายเเล้วเพื่อเเลกกับเงิน

คนที่เป็นอนุรักษนิยม จะมีความลังเลน้อยกว่า พวกเขาจะเพิ่มจำนวนเงินเเทน ในสิ่งที่พวกเขามองว่ายากที่จะทำ       

งานวิจัยนี้มีขึ้นเพื่อที่จะบอกให้รู้ว่า คนที่มีความคิดแนวอนุรักษนิยม จะให้ความสำคัญต่อ กฎหมาย สถาบัน ประเพณี ศาสนา พวกเขามองว่าประชาธิปไตยเป็นรูปเเบบที่จะทำให้สังคมมีระเบียบ

ส่วนฝ่ายเสรีนิยมจะให้ความสำคัญ ต่อบทบาทในสังคม พวกเขาต้องการเเน่ใจว่า คนที่อ่อนแอกว่าในสังคมจะต้องได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรม ปลอดภัยจากอันตรายที่จะเกิดขึ้น จากมลพิษ หรือผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต จากองค์กรขนาดใหญ่ ที่ส่งผลกระทบมาให้เเก่กลุ่มคนรากหญ้า

พวกเขาแค่ต้องการชีวิตที่มี “ทางเลือก”

มันจะดีกว่าถ้าเราทำความเข้าใจเเนวคิดของทั้ง 2 ฝ่ายอย่างจริงจัง เเละหาวิธีปรับความเข้าใจกันจริงๆ เพราะเเต่ละฝ่ายก็มีข้อดี เเละมีความเชี่ยวชาญในด้านที่ต่างกัน

ถึงยังไง…ประเทศก็ต้องการทุกฝ่าย เพื่อพัฒนาประเทศ ให้มีความสงบสุข ปลอดภัยกับการใช้ชีวิตในวันนี้ เเละวันข้างหน้า                                                        

เหมือนสวนที่ร่มรื่นนั้น ที่ทุกคนได้สร้าง เป็นสวนที่ทุกคนใช้ผ่อนคลาย เเละมีความสุข…กับการ “ได้ใช้ชีวิต” ไปด้วยกัน

 

Sources : www.scientificamerican.comwww.businessinsider.com

follow

 

“ฝันกลางวัน”อาจจะเป็นเรื่องที่ดี?

บางคนมองเรื่องการ “ฝันกลางวัน” เป็นปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไข

ที่จริงแล้วมันไม่ได้แย่ขนาดนั้น

ได้มีการประมาณการเอาไว้ว่า…มนุษย์เเต่ละคนจะใช้เวลาในการฝันกลางวันไปเกินครึ่งนึงของชีวิต

บางคนมองว่า มันอาจจะเป็นปัญหาเรื่องสมาธิสั้นหรือการที่เราไม่ให้ความเคารพต่อผู้พูด Continue reading ““ฝันกลางวัน”อาจจะเป็นเรื่องที่ดี?”

คนที่มาสายตลอด…อาจมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จมากกว่า???

คนเเต่ละคนมีมุมมองด้าน “เวลา” ต่างกันออกไป?

บางคนถึงกับเครียด ความดันขึ้น เมื่อรู้ว่าตัวเองสายไป 10 นาที ส่วนอีกคนรู้สึกโล่งอกเมื่อพบว่าตัวเองสายไปเเค่ 10 นาทีเอง วิธีการคิดแบบนี้เกิดขึ้นจากอะไร ?

Business Insider ใช้ Ashton Kutcher เป็นตัวอย่างของ multi tasker pro (ทำงานหลายๆอย่างในเวลาเดียวกันได้ดี) เขาเป็นทั้งโปรดิวเซอร์ดูแล บริษัท viral media , ลงทุนใน บริษัท start-ups และบริษัทด้านเทคโนโลยีเช่น Skype, Spotify, Uber และ Foursquare เขาทำทั้งหมดนี้ในขณะที่ยังคงรักษาอาชีพนักแสดงเอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น

ดังนั้น ถ้าแอชตันเคยสายในการประชุม ก็ไม่ได้หมายความว่า เขาไม่มีความเคารพต่อเพื่อนร่วมงาน หรือขาดความรับผิดชอบไปซะทีเดียว แต่อาจเป็นเพราะ การทำงานหลายๆอย่างนั้นทำให้เขา ลืมนึกถึงเวลาไป

พวกที่ชอบมองโลกในแง่ดี

คนที่มองโลกด้านบวก มักคิดว่า…พวกเขามีเวลาอยู่ในมือ มากกว่าที่พวกเขามีจริงๆ การศึกษาหนึ่งที่ติดตามผลงานของพนักงานขายพบว่า ผู้ที่มองโลกในแง่ดีจะทำยอดขายเพิ่มขึ้น 88 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ

และยังพบว่า พวกเขามีชีวิตที่ยืนยาว เครียดน้อยกว่าและมีสุขภาพโดยรวมที่ดีกว่า

ทำผลงานได้ดีกว่าในด้านความคิดสร้างสรรค์

เมื่อพูดถึงความคิดสร้างสรรค์ มีผลการศึกษาในช่วงปี 1950s ซึ่งได้มีการแบ่งบุคลิกภาพออกเป็น 2 ประเภท

บุคลิกภาพประเภท A  จะเป็นคนที่มีความสามารถในการแข่งขันและใจร้อน

ส่วนบุคลิกภาพประเภท B จะเป็นคนที่ดูผ่อนคลายและมีความคิดสร้างสรรค์มากกว่า

คนที่ชอบมาสายมีเเนวโน้มที่จะตกอยู่ในบุคลิกภาพประเภท B

การศึกษาพบว่าบุคคลทั้งสองประเภทมีการรับรู้ที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงในมุมมองของเวลา?

เพื่อพิสูจน์สิ่งนี้ นักวิจัยได้จัดคนทั้ง 2 บุคลิกภาพเอาไว้ด้วยกัน หลังจากเวลาผ่านไปหนึ่งนาที  จึงค่อยถามพวกเขาว่า…เวลาผ่านไปแล้วกี่นาที?

คนประเภท A คิดว่าประมาณ 58 วินาที  ส่วนคนประเภท B คิดว่าประมาณ 77 วินาที

ดังนั้น เหตุผลที่คนประเภท B ชอบมาสายตลอด ก็เพราะว่า…พวกเขาไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไร  พวกเขามีมุมมองต่อเวลาในโลกแตกต่างออกไป เเละดูยืดหยุ่นมากกว่าคนที่รักษาเวลา

ดังนั้นถ้าคุณมาสายในครั้งต่อไป คุณสามารถโทษมุมมองด้านบวกในตัวคุณ หรือความสามารถในการทำอะไรหลายๆอย่างพร้อมกัน หรือโทษความคิดสร้างสรรค์ ที่ไร้ขอบเขตจนเกินไป….

ทั้งนี้เราไม่ขอรับผิดชอบอะไรทั้งสิ้นในกรณีที่คุณถูกไล่ออกหรือโดนพักการเรียน…เเต่อย่างน้อยคุณก็มีข้อมูลที่ดูน่าเชื่อถือเอาไว้ใช้เป็นข้ออ้างได้

 

Source : medium.com

ติดตามเพจ:

www.facebook.com/WeTheVaporTH

ทำไมยุงเลือกที่จะดูดเลือดคนบางคนเป็นพิเศษ?

คุณอาจเป็นคนที่มีคุณสมบัติ ในการดึงดูดยุงให้เข้ามาหามากๆ  จากการศึกษาพบว่ายุงมักจะชอบดูดเลือดคนบางคนมากเป็นพิเศษ ซึ่ง 1 ใน 5 คน จะมีลักษณะที่ยุงอยากจะเข้ามาหาเเบบสุดๆ

85 % ที่ยุงเข้ามาหาคุณล้วนมาจากลักษณะพันธุกรรมบางอย่างในตัวของคุณ รวมถึงความพิเศษบางอย่างบนผิวหนัง โดยเฉพาะคนที่หลั่งกรดเเลคติก ยูริค แอมโมเนีย ออกมามากกว่าคนอื่น…  Continue reading “ทำไมยุงเลือกที่จะดูดเลือดคนบางคนเป็นพิเศษ?”

การที่เราจะทำอะไรดีๆสักอย่าง…บางทีเราอาจจะมองตัวเองท่ามกลางสิ่งที่ดียิ่งกว่า

จินตนาการว่าคุณพยายามมากที่สุดเพื่อที่จะได้มาซึ่งอะไรบางอย่าง คุณต้องอดทนอยู่กับมันเป็นระยะเวลานานๆ คุณไม่เคยทำอย่างนี้มาก่อน คุณพยายามดึงพลังจากคนรอบข้าง คุณนึกถึงคนที่อยู่บ้าน ที่กำลังรอคอยที่จะได้ยินข่าวดี  ถึงความสำเร็จของคุณ

คุณมีโอกาสที่จะเอาชนะ เเละบรรลุเป้าหมายที่คาดหวังได้  ถ้าหากลองคิดว่า…ความพยายามทั้งหลายที่ทำเหล่านี้ อาจเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ยิ่งใหญ่ยิ่งกว่า ที่รอคอยคุณเช่นกัน… Continue reading “การที่เราจะทำอะไรดีๆสักอย่าง…บางทีเราอาจจะมองตัวเองท่ามกลางสิ่งที่ดียิ่งกว่า”